สรุปกฏหมายแรงงาน

กฎหมายคุ้มครองแรงงาน
                พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.๒๕๔๑  เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญมากที่สุดในกฎหมายแรงงานทั้ง  ๔  ฉบับ  และตามประวัติมีการออกข้อสอบมากกว่ากฎหมายฉบับอื่น  สมัยที่แล้วก็ออกข้อสอบกฎหมายคุ้มครองแรงงาน
                พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.๒๕๔๑  มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่  ๑๙  สิงหาคม  ๒๕๔๑  เป็นต้นมา  เป็นกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย  นิติกรรมหรือสัญญาหรือข้อตกลงใดที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ต้องถือว่าตกเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายเพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๑๕๐  หรือ  มาตรา  ๑๕๑  ใช้บังคับไม่ได้  คำพิพากษาฎีกาที่เป็นหลักคือ  คำพิพากษาฎีกาที่  ๒๘๓/๒๕๑๖  (ประชุมใหญ่)  และฉบับท้ายคือคำพิพากษาฎีกาที่  ๕๖๓๐/๒๕๓๘  วินิจฉัยไว้เช่นเดียวกันว่าข้อตกลงที่จะไม่มีการจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้างเป็นข้อตกลงที่ขัดต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน  เนื่องจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่ลูกจ้าง  ข้อตกลงที่จะไม่จ่ายค่าล่วงเวลา  เช่น  ตกลงว่านายจ้างจะจ่ายเงินเป็นเงินก้อนจำนวนเดียวแล้วรวมทั้งค่าจ้าง และค่าล่วงเวลาไว้ด้วยนั้นก็ต้องถือว่าเป็นข้อตกลงที่จะไม่จ่ายค่าล่วงเวลา นั่นเอง
                ในการตีความกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้น  ถ้ามีข้อสงสัยว่าจะตีความในทางใด  ก็น่าจะตีความไปในทางที่จะให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างเป็นสำคัญ  หมายความว่านัยใด  ที่จะให้การคุ้มครองแก่ลูกจ้างหรือให้ประโยชน์แก่ลูกจ้าง  นัยนั้นเป็นนัยที่น่าจะต้องตีความไปเช่นนั้น
                บทมาตราสำคัญที่จะต้องทบทวนเริ่มจากมาตรา  ๕  ซึ่งเป็นคำนิยามที่สำคัญ  มี  ๓  คำ  คือ  ?นายจ้าง?  ?ลูกจ้าง?  และ  ?ค่าจ้าง?
                นิยามคำว่านายจ้างนั้น  กฎหมายฉบับนี้ได้รวมถึงบุคคล  ๔  ประเภทอันได้แก่นายจ้างตัวจริง  นายจ้างตัวแทน  นายจ้างรับมอบ  และนายจ้างรับถือซึ่งกฎหมายให้ถือว่าเจ้าของสถานประกอบกิจการเป็นนายจ้างของลูกจ้างของผู้รับเหมาค่าแรงด้วย  มีคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจคือ  คำพิพากษาฎีกาที่  ๒๗๐๖/๒๕๓๑, ๔๖๕๙/๒๕๓๖  และ  ๙๖๗/๒๕๓๙  ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ในคำบรรยายแล้ว
               
นิยามคำว่าลูกจ้างนั้น  กฎหมายบัญญัติไว้เพียงว่า  ซึ่งผู้ตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไร  เท่านั้น  แต่ในทางคดีแรงงานนั้นนายจ้างที่เป็นจำเลยในศาลแรงงานมักจะยกข้อต่อสู้ขึ้นเสมอว่าโจทก์ที่มาฟ้องคดีนั้น  ไม่มีสถานะเป็นลูกจ้าง  โดยอ้าวว่าไม่มีการตกลงทำงาน  ไม่มีการจ่ายค่าจ้างและไม่มีการบังคับบัญชา  ซึ่งมีคำพิพากษาฎีกาหลายฉบับที่วินิจฉัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสองฝ่ายว่าเป็นนายจ้างกับลูกจ้างกันหรือไม่  เช่น  คำพิพากษาฎีกาที่  ๓๕๒/๒๕๒๔วินิจฉัยว่าช่างตัดผมไม่ใช่ลูกจ้าง  แต่ขณะเดียวกัน  คำพิพากษาฎีกาที่  ๕๑/๒๕๓๗  วินิจฉัยว่า  ช่างตัดผมเป็นลูกจ้าง  ความแตกต่างก็อยู่ที่เรื่องของค่าตอบแทนที่เจ้าของร้านตัดผมจ่ายให้แก่ช่างตัดผมและการบังคับบัญชา  กล่าวคือถ้าไม่มีการบังคับบัญชาก็ไม่ใช่ลูกจ้างแต่ถ้ามีการบังคับบัญชาก็จะเป็นนายจ้างลูกจ้างกัน  ตัวอย่างคดีที่ปรากฏชัดก็คือคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๗๐๗/๒๕๓๑  เป็นเรื่องของผู้ทำหน้าที่ในการเป็นบรรณาธิการข่าว  เรียบเรียงข่าวและเป็นผู้ประกาศข่าว  ทำงานโดยได้รับค่าจ้าง  แต่ไม่ได้อยู่ในบังคับบัญชาของผู้ที่อ้างว่าเป็นนายจ้าง  ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า  เมื่อมิได้มีการบังคับบัญชาก็ไม่ใช่ลูกจ้าง  เช่นเดียวกับคำพิพากษาฎีกาที่  ๔๖๔๔/๒๕๔๐  วินิจฉัยว่า  นักร้องที่มาร้องเพลงให้แก่ร้านอาหารวันละ  ๑  ชั่วโมง  แม้จะได้เงินเดือนเดือนละ  ๖,๕๐๐  บาท  แต่เนื่องจากมิได้มีความสัมพันธ์กันในทางการบังคับบัญชาและในขณะ เดียวกันก็หาผู้อื่นมาร้องเพลงแทนในวันที่ตนเองขาดงานได้ด้วยถือว่าสัญญานี้ ไม่ใช่สัญญาจ้างแรงงานแต่เป็นสัญญาจ้างทำของ  เมื่อเป็นสัญญาจ้างทำของแล้วนักร้องที่มาร้องเพลงที่ห้องอาหารแม้จะได้รับเงินเดือนเดือนละ  ๖,๕๐๐  บาท  ก็ไม่ใช่ลูกจ้าง
                คำว่าค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่นี้แตกต่างกับคำว่าค่าจ้างในกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดิม  คำวินิจฉัยของคำพิพากษาฎีกาตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดิมก็ไม่น่าจะนำมาใช้ได้อย่างเต็มที่นัก  ดังนั้นขอให้อ่านคำนิยามคำว่าค่าจ้างตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับใหม่ไว้  ข้อความที่น่าจะจำก็คือ  ค่าจ้างหมายความว่าเงินที่นายจ้างและลูกจ้าง  ตกลงกันจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ  สาระสำคัญอยู่ตรงนี้เท่านั้น  ซึ่งแตกต่างจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานฉบับเดิม  ซึ่งรวมเงินทุกประเภทเข้ามาเป็นค่าจ้างด้วยแต่กฎหมายฉบับใหม่เน้นเฉพาะเงินที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันเป็นค่าจ้างเท่านั้น  คำพิพากษาฎีกาเก่า ๆ  ที่วินิจฉัยถึงเรื่องเบี้ยลี้ยงค่าครองชีพหรือเงินอื่น ๆ  นั้นยังมีข้อน่าสงสัยว่าจะนำมาใช้ได้หรือไม่  จึงคิดว่าข้อสอบไม่น่าจะออกมาเพื่อทำให้นักศึกษาสับสน
                สำหรับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน  พ.ศ.๒๕๔๑  มีบทบัญญัติที่เพิ่มเติมใหม่หลายมาตรา  มาตราที่น่าสนใจก็คือมาตรา  ๑๔,  ๑๕  และมาตรา  ๑๖  แต่ไม่มีคำพิพากษาฎีกา  หากนำมาออกก็เป็นการถามความรู้ตามตัวบท
                มาตราที่น่าสนใจมากคือมาตรา  ๑๗  วรรคสาม  บทบัญญัติในวรรคหนึ่งวรรคสองหรือวรรคสี่คล้ายกับประมวลกฎหมายเพ่งและพาณิชย์  มาตรา  ๕๘๒
                มาตรา  ๑๗  วรรคสาม  บัญญัติว่า  ?ในกรณีที่นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างถ้านายจ้างไม่ได้ระบุเหตุผลไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้าง  นายจ้างจะยกเหตุตามมาตรา  ๑๑๙  ขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้?

2 ความคิดเห็น:

  1. นายวิวัฒน์ กู่แดง22 สิงหาคม 2553 18:55

    จากการที่ได้อ่านบทความ สำหรับคนที่ไม่ได้รู้เกียวกับกฎหมายแรงงาน
    สิ่งที่ต้องรู้เป็นอย่างแรกก็คือ ความนิยามและความหมาย ของบุคคลที่
    เกียวกับ สิทธิ์ของแต่ละฝ่ายที่จะได้รับเกียวข้องกับ กฎหมาย ซึ่งจำป็นต่อทุกคน

    นาย วิวัฒน์ กู่แดง รหัส 028

    ตอบนำออก
  2. จากข้อความที่ได้อ่านมานั้น กล่าวถึงกฎหมายคุ้มครองแรงงานนี้ ทำให้รู้ถึงกฎหมายที่ใช้กับแรงงานว่าลูกจ้างนั้น กฎหมายบัญญัติไว้เพียงว่า ซึ่งผู้ตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง และให้ผู้ที่ศึกษาได้รู้ถึงความหมายของกฎหมายคุ้งครองแรงงานนั้นๆอีกด้วย

    ตอบนำออก