พระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗

ส่วนที่จะให้แสดง
http://2.bp.blogspot.com/_5MwaaS2L6UA/S62CjcZV8FI/AAAAAAAAN04/xp6cJb9UNhc/s1600/law.gif

มาตรา  ๕  (ประสบอันตราย), (เจ็บป่วย),  ๑๘,  ๒๐, ๒๒
                ข้อกฎหมาย ที่น่าสนใจ
                ๑.     กฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๘๓/๒๕๑๖)
                ๒.    นายจ้างต้องจ่ายเงินทดแทนให้แก้ลูกจ้างหรือผู้มีสิทธิ ตามกฎหมาย เมื่อลูกจ้าง  ?ประสบอันตราย?  ?เจ็บ ป่วย?  หรือ  ?สูญหาย?
                ๓.     ประสบอันตราย  หมายถึง  ลูกจ้างได้รับอันตรายแก่กายหรือผลกระทบแก่จิตใจหรือถึงแก่ความตาย เนื่องจากการทำงานหรือป้องกันรักษาผลประโยชน์ให้แก่นายจ้างหรือตามคำสั่งของ นายจ้าง
                ลูกจ้าง เป็นลมขณะโดยสารเครื่องบิน เนื่องจากต้องทำงานและพักผ่อนไม่เพียงพอไม่สามารถส่งตัวให้แพทย์ทำการรักษา ได้ทันท่วงที  และถึงแก่ความตาย  เป็น การประสบอันตราย  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๗๗๔/๒๕๕๐)
                ลูกจ้างประสบ อุบัติเหตุขณะเดินทางไปและกลับจากทำงานนอกสถานที่ทำงานตามปกติตามคำสั่งของ นายจ้าง  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๑๘๐๕/๒๕๕๐,  ๒๖๘๗/๒๕๔๓) ขณะขับรถกลับจากตลาดเพื่อซื้อของไว้รับรองแขกตามหน้าที่  (คำ พิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๔๙๕/๒๕๔๖)  เป็น  ?การประสบอันตราย?
                ลูกจ้างเดิน ตามหัวหน้าแผนกซึ่งเป็นสามีที่มีผู้ตามหาและถูกเครื่องดูดอากาศดูดแขนเข้าไป  เป็นการประสบอันตราย  (คำพิพากษา ศาลฎีกาที่  ๙๐๐๘/๒๕๔๙)             
                ๔.      เจ็บป่วย  หมายถึง  ลูกจ้างเจ็บป่วยหรือถึงแก่ความตายด้วยโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะของ งานหรือสภาพของงานหรือเนื่องจากการทำงาน  (คำพิพากษา ศาลฎีกาที่ ๕๑๒๑/๒๕๓๗)  เนื่องจากลักษณะงานก่อให้ เกิดความเครียด ความดันโลหิตสูงมากขึ้น เส้นโลหิตในสมองแตก  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๖๘๓/๒๕๓๙)  เนื่องจากทำงานเครื่องจักรกล สภาพเสียงดัง ทำงานมา ๑๙ วันไม่มีเวลาพักผ่อน  เกิดความอ่อนเพลียและความเครียด  เป็นโรคหลอดหัวใจล้มเหลียว (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๒๕๘/๒๕๔๓)  เป็นการ  ?เจ็บป่วย? 
                ๕.      ลูกจ้างที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยหรือสูญหาย นายจ้างต้องจ่ายค่าทดแทนเป็นรายเดือน  อัตราร้อยละ  ๖๐  ของ ค่าจ้างรายเดือน
                (๑)      ตลอดระยะเวลาที่ไม่สามารถทำงานได้  แต่ ไม่เกิน  ๑  ปี
                (๒)     ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้สำหรับ อวัยวะที่สูญเสีย  แต่ไม่ เกิน  ๑๐  ปี  (๓ เดือนสำหรับ นิ้วเท้าอื่นของเท้ายกเว้นนิ้วหัวแม่เท้านิ้วใดนิ้วหนึ่ง  ๓  เดือน  และ  ๑๐  ปี  สำหรับแขนขาดข้างหนึ่ง)            
                (๓)     เป็นเวลา  ๑๕  ปี  กรณีทุพพลภาพ
                (๔)     เป็นเวลา  ๗  ปี  กรณีตายหรือสูญ หาย
                ๖.      กรณีที่ลูกจ้างตายหรือสูญหาย ผู้มีสิทธิได้รับเงินทดแทน  ได้แก่  บิดา มารดา  สามีหรือภรรยา และบุตรที่มีอายุต่ำกว่า  ๑๘  ปีฯ หากไม่มีบุตรดังกล่าว ให้นายจ้างจ่ายเงินทดแทนแก้ผู้ซึ่งอยู่ในอุปการของลูกจ้าง  ซึ่ง ได้รับความเดือดร้อนเพราะขาดอุปการะ
                การได้รับ เงินจากลูกจ้างผู้ตาย เพื่อช่วยเหลือในฐานะผู้อยู่ร่วมบ้านเดียวกันเดือนละ  ๒,๕๐๐  บาท  โดยผู้รับมิได้ขาดสน  ไม่ เป็นผู้อยู่ในอุปการะ  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๖๓๔/๒๕๓๙)
                ๗.     นายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินทดแทน  หากลูกจ้างเสพของมึนเมาหรือสิ่งเสพติดอื่นจนไม่สามารถครองสติได้  หรือจงใจให้ตนเองประสบอันตราย
                การออกเรือ ประมงไปจับปลาในน่านน้ำกัมพูชา  แม้ว่าอาจจะถูกยิง แต่ก็ไม่ถูกยิงเสมอไป  เมื่อลูกจ้างถึงแก่ความตาย เนื่องจากถูกยิง ก็ไม่อาจเล็งเห็นผลได้ว่าจะต้องถูกยิง หรือถึงแก่ความตายโดยแน่แท้  มิใช่การจงใจทำให้ตนประสบอันตราย  (คำ พิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๘๙๘/๒๕๒๓)
                พระราช บัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน  พ.ศ.๒๕๒๒
                มาตราต้อง ศึกษา
                มาตรา  ๘,  ๙,  ๔๙,  ๕๒, ๕๔
                ข้อกฎหมายน่า สนใจ
                ๑.     ศาลแรงงานเป็นศาลยุติธรรมที่มี หลักการสำคัญเพื่อให้คู่ความในคดีแรงงานสามารถดำเนินคดีไปได้โดยประหยัด สะดวก  รวดเร็ว  และเที่ยง ธรรม
                ๒.    การดำเนินคดีในศาลแรงงานคู่ความไม่ต้องชำระค่าฤชา ธรรมเนียม
                ๓.    คดีที่ศาลแรงงานมีอำนาจพิจารณาพิพากษา  ได้แก่  คดีเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ตามสัญญาจ้างแรงงาน  ข้อ ตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง  กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงานสัมพันธ์  กฎหมายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์  กฎหมายเงินทดแทน  กฎหมายประกันสังคม กฎหมายจัดหางาน คดีอุทธรณ์คำวินิจฉัยของเจ้าพนักงาน  ของ คณะกรรมการกฎหมายข้างต้น และของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คดีละมิดระหว่างนายจ้างและลูกจ้างสืบเนื่องจากข้อพิพาทแรงงานหรือเกี่ยวกับ การทำงานตามสัญญาจ้างแรงงาน และคดีละเมิดระหว่างลูกจ้างกับลูกจ้างที่เกิดจากการทำงานในทางการที่จ้าง
                ในกรณีที่ กฎหมายดังกล่าวข้างต้นบัญญัติให้ร้องเรียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติ ตามขั้นตอนหรือวิธีการที่กำหนดไว้  จะดำเนินการในศาลแรงงานได้ต่อเมื่อได้ปฏิบัติตามขั้นตอนและวิธีการ ที่กฎหมายดังกล่าวบัญญัติไว้แล้ว
                กรณีที่ต้อง ปฏิบัติตามขั้นตอน  เช่น  กรณีการกระทำอันไม่เป็นธรรมตามกฎหมายแรงงานสัมพันธ์กรณีเรียกร้อง เงินทดแทนตามกฎหมายเงินทดแทน  กรณีขอรับประโยชน์ทดแทนตามกฎหมายประกันสังคมส่วนกรณีเรียกร้องสิทธิ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานนั้นไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนคงเป็นทางเลือกเท่า นั้น  เช่น  เลือกที่จะยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานหรือเลือกที่จะยื่นคำขอให้ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงานพิจารณา  เป็นต้น
                คดีส่วนแรก  โจทก์ฟ้องว่าจำเลยฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นการกระทำอันไม่เป็นธรรมตาม กฎหมายแรงงานสัมพันธ์ โจทก์มิได้ยื่นคำร้องกล่าวหาต่อคณะกรรมการแรงงานสัมพันธ์โจทก์จึงไม่มีอำนาจ ฟ้อง คดีส่วนหลัง โจทก์ฟ้องว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยไม่เป็นธรรมตามกฎหมายจัดตั้งศาลแรงงานฯ  ซึ่งไม่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องร้องเรียนหรือปฏิบัติตามขั้นตอนและ วิธีการใดก่อน โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๑๔๙๖/๒๕๔๔)
                ๔.     ในกรณีทีมีปัญหาว่าคดีใดจะอยู่ในอำนาจของศาลแรงงานหรือ ไม่ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในศาลแรงงานหรือศาลอื่น ให้อธิบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางเป็นผู้วินิจฉัย คำวินิจฉัยอธิการบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลางให้เป็นที่สุด
                ศาลแรงงาน พิจารณาคดีแล้ววินิจฉัยเสียเองว่าคดีระหว่างโจทก์และจำเลยไม่ยู่ในอำนาจของ ศาลแรงงานโดยไม่ส่งปัญหาดังกล่าวไปให้อธิการบดีผู้พิพากษาศาลแรงงานกลาง วินิจฉัย  เป็นการไม่ชอบ  (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๕๐/๒๕๔๙)
                การยกข้อ ต่อสู้ว่าคดีอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลแรงงานหรือไม่ต้องยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำ ให้การเพื่อให้เป็นประเด็นข้อพิพาท หาดไม่ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นในศาลชั้นต้น แสดงว่าคู่ความยอมรับอำนาจศาลนั้น จะยกปัญหาขึ้นในชั้นอุธรณ์มิได้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๓๖๓/๒๕๔๖)
                ๕.     การพิจารณาคดีในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้าง หาดศาลแรงงานเห็นว่าการเลิกจ้างนั้นไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง ศาลแรงงานอาจสั่งให้นายจ้างรับลูกจ้างเข้าทำงานต่อไปในอัตราค่าจ้างที่ได้ รับในขณะเลิกจ้าง  ถ้าศาลแรงงานเห็นว่าลูกจ้างกับนายจ้างทำงานร่วมกันต่อไปได้ ให้ศาลแรงงานกำหนดค่าเสียหายให้นายจ้างชดเชยใช้แทน

ส่วนที่เหลือ
การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อลูกจ้าง  หมายถึง
                การเลิกจ้าง โดยไม่มีสาเหตุ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๒๖๕๒/๒๕๒๓)
                การเลิกจ้าง ที่นายจ้างต่อสู้คดีว่าไม่ได้เลิกจ้าง แต่ข้อเท็จจริงรับฟังว่านายจ้างเลิกจ้าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๔๗๘๙/๒๕๔๙)
                การเลิกจ้าง โยที่ลูกข้างมีความผิดบ้าง  แต่ยังไม่สมควรที่จะเลิก จ้าง (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๑๓๔๗/๒๕๒๕)
                การเลิกจ้าง โดยนายจ้างเข้าใจว่าลูกจ้างกระทำผิด  แต่ลูกจ้างมิ ได้กระทำความผิด (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๑๔๕๘/๒๕๒๖)
                การเลิกจ้าง ด้วยเหตุนอกจากที่ระบุไว้ในสัญญาจ้างแรงงาน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๑๒๕๓/๒๕๒๖)
                การเลิกจ้าง ซึ่งเป็นการลงโทษเกินระดับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๑๖๔๘/๒๕๒๖)  ไม่ เป็นไปตามลำดับขั้นในการลงโทษตามข้อบังคับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๓๓๖๐/๒๕๒๖)  หรือ ขัดต่อระเบียบที่นายจ้างกำหนดไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๒๐๖๗/๒๕๒๙)
                การเลิกจ้าง ที่เป็นการเลือกปฏิบัติ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๕๓๒๔/๒๕๓๘)
                การเลิกจ้าง ที่ไม่มีเหตุอันจำเป็นและเพียงพอ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่   ๔๗๙๙/๒๕๔๑)  หรือ ไม่มีเหตุจำเป็นและสมควร (คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๔๕๓๓/๒๕๒๙)
                ๖.    ห้ามมิให้ศาลแรงงานพิพากษาหรือสั่งเกินไปกว่าหรือนอกจาก ที่ปรากฏในคำฟ้อง  เว้นแต่ศาลแรงงานเห็นสมควรเพื่อความเป็นธรรมแก่คู่ความจะพิพากษาหรือ สั่งเกินคำขอบังคับก็ได้
                ๗.    คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแรงงานให้อุธรณ์เฉพาะข้อใน กฎหมายไปยังศาลฎีกาภายใน  ๑๕  วันนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การพิจารณาของศาลฎีกา

http://2.bp.blogspot.com/_5MwaaS2L6UA/S62Ckrxw9aI/AAAAAAAAN1A/tulNDCrZTP8/s1600/national-law-schools.jpghttp://lawcommunity.blogspot.com/

8 ความคิดเห็น:

  1. ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  2. ได้ทราบถึงพระราชบัญญัติเงินทดแทน พ.ศ.๒๕๓๗ โดยมีว่าลูกจ้างใดๆที่ทำงานในเวลางานแล้วได้เกิดอุบัติเหตุหรือเสียชีวิตจะได้รับเงินทดแทนแต่ถ้าเกิดอุบัติเหตุนอกเวลางานจะไม่ได้เงินทดแทนจากนายจ้าง


    โดยนายอธิรักษ์ วิจิตรวรรณ สชส.2/1-2 รหัส 037 วิทยาลัยเทคนิคลำพูน

    ตอบลบ
  3. Kamolthip_001@hotmail.com16 สิงหาคม 2553 23:28

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  4. ไม่ระบุชื่อ22 สิงหาคม 2553 18:39

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  5. นาย วันชนะ วงศ์ดาว22 สิงหาคม 2553 18:39

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  6. นาย อนุชิต มะโนบาง22 สิงหาคม 2553 18:51

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  7. ไม่ระบุชื่อ22 สิงหาคม 2553 19:01

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ
  8. ไม่ระบุชื่อ6 กันยายน 2553 00:39

    ความคิดเห็นนี้ถูกลบโดยผู้ดูแลระบบของบล็อก

    ตอบลบ