การจำนำสิทธิซึ่งมีตราสาร



ได้กล่าวมาแล้วว่าการจำนำเป็นการที่ผู้จำนำส่งมอบสังหาริมทรัพย์ให้แก่ผู้รับจำนำ เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ สังหาริมทรัพย์ดังกล่าวหมายถึงสังหาริมทรัพย์ทั่วๆไป และสังหาริมทรัพย์บางประเภทที่อาจจำนำก็ได้หรือจำนองก็ได้ มีสังหาริมทรัพย์อีกประเภทหนึ่งคือ สังหาริมทรัพย์ที่เป็น สิทธิซึ่งมีตราสาร การส่งมอบแก่ผู้รับจำนำยังไม่เป็นการเพียงพอที่จะเป็นการจำนำจะต้องมีการกระทำอย่างอื่นประกอบด้วย ซึ่งจะแยกพิจารณาดังต่อไปนี้

๑. จำนำสิทธิซึ่งมีตราสารทั่วไป มาตรา ๗๕๐ บัญญัติว่า ถ้าทรัพย์สินที่จำนำเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารและมิได้ส่งมอบตราสารนั้นให้แก่ผู้รับจำนำ ทั้งมิได้บอกกล่าวเป็นหนังสือแจ้งการจำนำแก่ลูกหนี้แห่งสิทธินั้นด้วยไซร้ ท่านว่าการจำนำย่อมเป็นโมฆะ

คำว่า สิทธิซึ่งมีตราสาร ตามมาตรานี้และมาตราต่อๆไป มีนักกฎหมายบางท่านมีความเห็นว่า สัญญากู้ยืม สัญญาซื้อขายและสัญญาอื่นๆ ที่เป็นตราสารตามความหมายของประมวลรัษฎากรถือว่าเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารตามมาตรานี้ด้วย แต่จากข้อความในมาตรา ๗๕๐ , ๗๕๑ , ๗๕๒ , และ๗๕๓ ตราสารในที่นี้น่าจะเป็นตราสารที่ระบุว่าใคร เป็นลูกหนี้ผู้มีหน้าที่จะต้องส่งมอบทรัพย์สินหรือใช้เงินตามตราสารนั้น และการโอนตราสารจะกระทำได้เฉพาะเมื่อปฏิบัติตามวิธีการพิเศษตามชนิดของตราสารนั้นๆ เช่น ตั๋วเงิน ใบหุ้น ใบตราส่ง หรือประทวนสินค้า ส่วนสิทธิตามสัญญากู้ยืม หรือสัญญาซื้อขาย ไม่ใช่สิทธิซึ่งมีตราสารมาตรานี้และมาตราต่อๆไป

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๐๕๑/๒๕๓๗ สิทธิซึ่งมีตราสารย่อมหมายถึงตราสารที่ใช้แทนสิทธิหรือทรัพย์ ซึ่งเป็นเอกสารที่ทำขึ้นตามแบบพิธีในกฎหมาย และเป็นตราสาร ที่โอนกันได้ด้วยวิธีของตราสารนั้น แต่ไม่หมายความถึงเอกสารธรรมดาที่ทำขึ้นเพื่อเป็นพยานหลักฐานแห่งสิทธิทั่วๆไป สิทธิ การโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์พร้อมทะเบียนรถยนต์และสัญญาเช่าซื้อที่ลูกหนี้มอบให้ เจ้าหนี้เพื่อประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ออกให้แก่เจ้า หนี้นั้นหาได้มีลักษณะเป็นสิทธิซึ่งมีตราสารในความหมาย ดังกล่าวไม่ แม้สิทธิดังกล่าวอาจโอนแก่กันได้ก็เป็นเพียงการโอนสิทธิเรียกร้องธรรมดาเท่านั้น การ ที่ลูกหนี้มอบสิทธิการโอนกรรมสิทธ์รถยนต์พร้อมทะเบียนรถยนต์และสัญญาเช่า ซื้อแก่เจ้าหนี้เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ออก ให้แก่เจ้าหนี้ ไม่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๕๐ เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอรับชำระหนี้อย่างเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. ๒๔๘๓ มาตรา ๙๖ (๓)

ปัญหาว่า จำนำเงินฝากหรือสิทธิตามใบรับฝากนั้นได้หรือไม่ มีแนวคำพิพากษาฎีกาคือ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๑/๒๕๒๒ การที่จำเลยที่ ๑ ตกลงมอบเงินฝากพร้อมใบรับฝากเงินแก่ผู้รับรอง (ธนาคาร) เพื่อเป็นประกันความเสียหายที่ผู้ร้องออกหนังสือค้ำประกันจำเลยที่ ๑ ที่มีต่อกรมทางหลวงและให้ผู้ร้องมีสิทธิหักเงินจากบัญชีเงินฝากชำระหนี้ค่าเสียหายที่ผู้ร้องใช้แทนได้ทันที และจำเลยที่ ๑ จะไม่ถอนเงินจนกว่าผู้ร้องจะพ้นความรับผิดตามหนังสือค้ำประกัน ข้อตกลงดังกล่าวไม่เป็นการจำนำเงินฝาก ผู้ร้องจึงไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๙๕

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๑๑/๒๕๒๗ การที่ลูกหนี้จำนำใบรับฝากเงินประจำ ถึงหากจะถือว่าเป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๗๕๐ ตามที่ผู้คัดค้านอ้าง ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าหนี้มีประกันก็มีเพียงสิทธิเหนือทรัพย์สินอันเป็นหลักประกันคือใบรับฝาก ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๙๕ ซึ่ง ผู้คัดค้านมีแต่เพียงสิทธิที่จะฟ้องร้องบังคับคดีเอาแก่ใบรับฝากโดยไม่ต้อง ขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เท่านั้นไม่อาจใช้สิทธิหักเงินตาม ใบรับฝากเพื่อ ชำระหนี้ให้แก่ผู้คัดค้านได้ ทั้งเป็นข้อตกลงให้สิทธิแก่ผู้รับจำนำจัดการแก่ทรัพย์สินที่จำนำเป็นประการอื่นนอกจากบทบัญญัติทั้งหลายว่าด้วยการบังคับจำนำ ข้อตกลงย่อมไม่สมบูรณ์ตามมาตรา ๗๕๖ จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายผู้คัดค้านไม่มีสิทธิหักเงิน ตามใบรับฝากไว้ชำระหนี้ได้ ถือได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกระทำที่ลูกหนี้มุ่งหมายให้ผู้คัดค้านได้เปรียบเจ้าหนี้อื่น ชอบที่ศาลจะเพิกถอนการใช้สิทธิหักเงินตามใบรับฝากที่ได้กระทำไปนั้นได้ตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา ๑๑๕

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๔๗๔/๒๕๒๘ จำเลยทำสัญญากับธนาคารผู้คัดค้านไว้ว่าจำเลยยอมมอบเงินฝากประจำของจำเลยพร้อมด้วยใบรับฝากไว้เป็นหลักประกันหนี้ของจำเลยต่อธนาคาร ถ้าจำเลยผิดสัญญายอมให้ธนาคารผู้คัดค้านนำเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวชำระหนี้ได้ทันที ตราบใดที่ธนาคารยังไม่ได้ชำระหนี้ จำเลยจะไม่ถอนเงินฝากและจะไม่กระทำการใดให้เป็นการเสื่อมสิทธิในหลักประกัน หนังสือสัญญาดังกล่าวเป็นการจำนำสิทธิตามตราสารใบฝากเงินประจำของจำเลยเพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลยที่มีต่อธนาคารผู้คัดค้านตามมาตรา ๗๔๗, ๗๕๐ ธนาคารผู้คัดค้านเป็นผู้รับจำนำสิทธิตามตราสารนั้น จึงเป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ ตามมาตรา ๙๕

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๐๙๙/๒๕๓๒ เงินที่จำเลยฝากไว้กับธนาคารผู้ร้อง ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้อง ผู้ร้องคงมีหน้าที่ต้องคืนเงินให้ครบจำนวน การที่จำเลยมอบเงินฝากพร้อมสมุดบัญชีเงินฝากประจำไว้แก่ผู้ร้อง ก็ เพียงเพื่อประกันหนี้ที่จำเลยจะพึงมีต่อผู้ร้องเท่านั้นแม้ในหนังสือยินยอม มอบเงินฝากเป็นประกันจะมีข้อความระบุไว้ว่าเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ การที่จำเลยให้ผู้ร้องมีอำนาจหักเงินจากบัญชีฝากของจำเลย และจำเลยจะไม่ถอนเงินฝากจนกว่าผู้ร้องจะได้รับชำระหนี้ จนครบถ้วนเป็นเรื่องความตกลงในการฝากเงินเพื่อประกันนั้นเอง หาทำให้ตัวเงินตาม จำนวนในบัญชีเงินฝากยังคงเป็นของจำเลยอันผู้ร้องได้ยึดไว้เป็นประกันกาชำระหนี้ไม่ การตกลงดังกล่าวจึงไม่เป็นการจำนำเงินฝากผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อน เจ้าหนี้รายอื่น (อ้างคำพิพากษาฎีกาที่ ๒๖๑๑/๒๕๒๒)

คำพิพากษาฎีกาที่ ๕๔๗๘/๒๕๓๔ มาตรา ๖๗๒ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งเงินคืนเป็นเงินอันเดียวกับที่รับฝาก ผู้รับฝากมีสิทธิที่จะเอาเงิน นั้นออกใช้ก็ได้เงินที่ฝากจึงตกเป็นของผู้รับฝากซึงคงมีหน้าที่คืนเงินให้ครบจำนวนนั้น เมื่อ ผู้ฝากได้ฝากเงินไว้กับผู้ฝากและตกลงมอบเงินฝากพร้อมสมุดฝากประจำไว้เพื่อ เป็นประกันการชำระหนี้ที่พึงจะมีต่อผู้รับฝากและยินยอมให้นำเงินจากบัญชี ไปชำระหนี้โดยไม่ต้องบอกกล่าว เป็นเรื่องความตกลงในการฝากเงินเพื่อเป็นประกัน หาทำให้ตัวเงินตามจำนวนในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นของผู้ฝากอันเป็นผู้ฝาก ได้ยึดไว้เป็นประกันการชำระหนี้ไม่ จึงไม่เป็นการจำนำเงินฝากส่วนใบรับฝากประจำเป็นเพียงหลักฐานการรับฝากและถอนเงินที่ผู้รับฝากออกให้ผู้ฝากยึดถือไว้เพื่อสะดวก ในการฝากและถอนเงินในบัญชีฝากประจำของผู้ฝาก ไม่อยู่ในลักษณะของสิทธิซึ่ง มีตราสาร การมอบในรับฝากประจำให้ผู้รับฝากยึดถือไว้เป็นการประกันหนี้ จึงมิใช่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารตามมาตรา ๗๕๐

คำพิพากษาฎีกาที่ ๔๕๐/๒๕๓๖ แม้ผู้ฝากจะสลักหลังจำนำใบฝากรับเงินประจำให้ธนาคารไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลย และตกลงยอมให้ธนาคารหักเงินฝาก ดังกล่าวชำระหนี้ได้แต่เงินฝากนั้นตกเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคารตั้งแต่มีการฝากเงิน ผู้ฝากคงมีแต่เพียงสิทธิที่จะถอนเงินและธนาคารมีเพียงหน้าที่เพียงคืนเงินให้ครบ จึงไม่ใช่เป็นการส่งมอบทรัพย์สินให้ธนาคารตามลักษณะจำนำธนาคารไม่เป็นเจ้าหนี้มีประกันตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๐๖๓/๒๕๔๐ . กับโจทก์ร่วมกันฝากเงินไว้กับ ธนาคารกรุงเทพกรรมสิทธิ์ในตัวเงินฝากย่อมตกเป็นของธนาคารกรุงเทพไปแล้ว ธนาคารผู้รับฝากคงมีหน้าที่เพียงต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น การที่ . นำสมุดเงินฝากประจำมอบให้แก่ธนาคารกรุงไทยจำเลยจึงมิใช่การจำนำเงินฝาก และแม้สัญญาระหว่าง . กับจำเลยจะมีข้อความว่าจำนำสิทธิที่จะถอนเงินจาก บัญชีเงินนี้ไว้กับธนาคารกรุงไทย เพื่อเป็นประกันหนี้ของห้างฯ . ต่อธนาคาร เป็นจำนวนเงิน ,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็ตาม ลักษณะดังกล่าวก็ไม่ใช่เป็นการจำนำสิทธิซึ่งมีตราสารดังที่มาตรา ๗๕๐ บัญญัติไว้ เพราะ สมุดเงินฝากเป็นเพียงเอกสารหลักฐานแสดงถึงการรับฝากและการถอนเงินที่ผู้รับ ฝากให้ผู้ฝากยึดถือไว้เพื่อความสะดวกในการฝากและถอนเงินและแสดงถึงการเป็น ลูกหนี้หรือเจ้าหนี้ ระหว่างผู้ฝากกับธนาคารผู้รับฝากเท่านั้น จึงเป็นเอกสารธรรมดาที่ทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานแห่งสิทธิทั่วไปมิใช่สิทธิซึ่งมีตราสารที่ใช้แทนสิทธิหรือทรัพย์ซึ่งเป็นเอกสาร ที่ทำขึ้นตามแบบพิธีในกฎหมายและโอนกันได้ด้วยวิธีของตราสาร แม้สัญญาดังกล่าวจะไม่ใช่จำนำ แต่การที่ . ซึ่งเป็นเจ้าของรวมในสมุดเงินฝากคนหนึ่งมอบสมุดนั้นให้จำเลยไว้ตามสัญญา เมื่อมาตรา ๑๕๕๗ ให้สันนิษฐานว่าเจ้าของรวมมีส่วนเท่ากัน กรณีจึงผูกพันและบังคับกันได้ในส่วนของ . เพราะมิใช่สัญญาที่ขัดต่อกฎหมาย จำเลยจึงมีสิทธิตามสัญญาที่จะยึดถือสมุดเงินฝากไว้ได้ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าของร่วมอีกคนหนึ่งจะขอให้จำเลยส่งมอบสมุดเงินฝากให้โจทก์ไม่ได้

ครั้งต่อไปจะนำคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องมาสรุป โปรดติดตามนะครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น