คำพิพากษาฎีกา คดีอุลตร้าแมน



ศาลฎีกามีคำพิพากษาวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ดังนี้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วได้ความว่า
โจทก์ได้เป็นผู้สร้างสรรค์ (๒๕๒๙) งานอันมีลิขสิทธิ์โจทก์จึงเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ซึ่งบังคับตาม พรบ.ลิขสิทธิ์ ๒๔๗๔ ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะที่สร้างสรรค์งานนั้นเมื่อโจทก์เป็น บุคคลที่มีสัญชาติญี่ปุ่นซึ่งเป็นภาคีในอนุสัญญาที่ทำขึ้นร่วมกันโจทก์ย่อม ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไทยด้วยกรณีพิพาทเกิดขึ้นในขณะที่ยังอยู่ภายใต้ อายุการบังคับในลิขสิทธิ์ของงานที่สร้างสรรค์ขึ้นปัญหาที่ว่าจำเลยที่ ๒ เป็นผู้สร้างสรรค์ร่วมกับโจทก์หรือไม่นั้นศาลฎีกาวิเคราะห์จากทางนำสืบและ จำเลยประกอบกันแล้วเห็นว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานขึ้นโดยมีทีมงานแยกออกเป็น หลายหน่วยงานซึ่งจำเลยที่ ๒ ยอมรับว่ามีทีมงานดังกล่าวจริงโดยการสร้างสรรค์ผลงานย่อมต้องใช้เงินลงทุน เป็นจำนวนมากแต่ไม่ปรากฎในทางนำสืบเลยว่ามีการตกลงร่วมกันทำมีข้อเท็จจริง ที่เป็นข้อยุติว่าจำเลยที่ ๒ ได้เข้าไปศึกษาที่ประเทศญี่ปุ่นและได้ไปฝึกงานที่โตโฮ จำกัด รวมถึงได้รู้จักกับนายเอยิ ส่วนโจทก์กล่าวอ้างว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานอุลตร้าแมนขึ้น โดยออกแบบจากพระพุทธรูปที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่นชื่อวัด..... จำเลยที่ ๒ เพียงแต่เสนอแนวความคิดให้กับนายเอยิในการสร้างสรรค์อุลตร้าแมนขึ้น (ช่วยปรับปรุงโดยเสนอให้อุลตร้าแมนมีลักษณะคล้ายพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย) ศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยที่ ๒ ได้เสนอแนวคิดบางส่วนให้กับโจทก์นั้นเป็นเพียงแค่ความคิดซึ่งยังไม่มีการ แสดงออกซึ่งความคิด (expression of idea)ซึ่งตามกฎหมายลิขสิทธิ์นั้นไม่คุ้มครองถึงความคิดแต่มุ่งคุ้มครองเฉพาะ การแสดงออกซึ่งความคิดเท่านั้น ข้อเท็จจริงก็ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ ๒ได้ร่วมลงทุนลงแรงอันก่อให้เกิดผลงานอุลตร้าแมนขึ้นจึงยังรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ ๑ และ ๒ เป็นผู้สร้างสรรค์งานร่วมกับโจทก์ อุทธรณ์ของจำเลยที่๑ และ ๒ ฟังไม่ขึ้น

โจทก์ทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์หรือไม่
โจทก์ได้อุทธรณ์ว่าสัญญาดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม ศาลฎีกาได้เห็นว่าคดีนี้เป็นคดีพิพาทในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้า ระหว่างประเทศกลางต้องนำประเพณีการทำการค้าและธุรกิจมาพิจารณา
ศาลฎีกาได้พิจารณาข้อพิรุธตามสัญญาดังกล่าวดังนี้
๑)ภายหลังที่นายโนโบรุตายเพียงไม่กี่วันจำเลยที่ ๒ ได้แสดงสิทธิ์ในสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ต่อโจทก์ ซึ่งมีข้อพิรุธว่าภายหลังที่ทำสัญญานี้แล้วไม่ปรากฎว่าจำเลยที่ ๒ ได้ใช้สิทธิ์และก่อนที่โจทก์ฟ้องร้องจำเลยไม่เคยยื่นขอจดแจ้งใด ๆ เลย กรณีเป็นที่ผิดปกติวิสัยว่าผู้ลงทุนต้องการค้าหากำไรหาผลประโยชน์ตอบแทนแต่ จำเลยที่ ๒ กลับไม่เคยใช้สิทธิ์ใด ๆ เลย
๒)หากนายโนโบรุ ได้ทำสัญญาดังกล่าวขึ้นจริงนายโนโบรุคงไม่กล้าไปทำสัญญาให้สิทธิ์แก่บริษัทอื่น ๆ อีก
๓)ข้ออ้างของจำเลยที่ ๑ และ ๒ ที่กล่าวอ้างนายโนโบรุมีสถานะการเงินไม่ดี ซึ่งจำเลยที่ ๒ ได้กล่าวอ้างว่าได้ช่วยเหลือโดยการชักชวนนายชูชีพเข้ามาซื้อภาพยนตร์ของนาย โนโบรุ เป็นข้ออ้างที่ปราศจากหลักฐานสนับสนุน
๔)จำเลยได้สิทธิตามสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์แล้วแต่กลับไปยื่นจดแจ้งภายหลัง ที่นายโนโบรุตายเพียงไม่กี่วันทั้ง ๆ ที่ได้สิทธิ์มานานแล้ว อีกทั้งการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ตามหนังสือดังกล่าวครอบคลุมถึงภาพยนตร์ทั้ง ๘ เรื่อง แต่นายโนโบรุได้ยื่นจดแจ้งเพียงเรื่อง อุลตร้าแมนพบเจ็ดยอดมนุษย์ แต่เรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับอนุญาตอีก ๗ เรื่องกลับไม่ได้ขอจดแจ้งไว้ จากผลการตรวจพิสูจน์ลายมือของผู้เชี่ยวชาญทั้งประเทศญี่ปุ่นและไทยมีข้อยุติ ตรงกันว่าลายมือชื่อของนายโนโบรุเป็นลายมือชื่อปลอม ซึ่งศาลฎีกาเห็นพ้องตรงกับผู้เชี่ยวชาญเนื่องจากมีการตวัดของตัวอักษรที่แตก ต่างกันชัดเจน พยานของโจทก์จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ
๕)ข้อพิรุธจากชื่อสัญญา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าจำเลยที่ ๒ ได้ชื่อสัญญาที่แตกต่างกัน สัญญาได้กระทำลงในชื่อภาษาอังกฤษ แต่จำเลยที่ ๒ กลับใช้คำแปลจากชื่อสัญญานั้นที่แตกต่างกัน เป็นต้นว่า “อนุญาตให้ใช้สิทธิ์” บ้างก็ว่า “เป็นการมอบสิทธิ์”
๖)เนื่องจากธุรกิจหลักของโจทก์คือการผลิตอุลตร้าแมน การให้ใช้คาแรกเตอร์รวมถึงการตกลงที่จะมอบงานสร้างสรรค์ใหม่ ๆ ให้ด้วย เป็นกรณีผิดปกติวิสัยที่โจทก์ ซึ่งเป็นผู้ลงมือลงแรงแต่กลับไม่ได้คิดที่จะให้จำเลยที่ ๒ ตอบแทนแต่อย่างใด จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอ
๗)การทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์เป็นกรณีที่น่าสงสัยว่ามีการทำสัญญาขึ้น เพียงแผ่นเดียว ไม่มีการระบุเรื่องการส่งมอบฟิล์ม กรณีนี้เป็นการผิดปกติวิสัยในสัญญาเรื่องเวลาและค่าตอบแทน
๘)นายโนโบรุได้ถือหุ้นในบริษัทเพียง ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นกรณีผิดปกติที่นายโนโบรุจะทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ์แก่จำเลย ไม่มีหลักฐานรายงานการประชุม ไม่มีพยานรู้เห็นลงลายมือชื่อ
๙)ปกติการทำสัญญาทางการค้าจะไม่ใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อย่อ อีกทั้งสัญญายังมีการใช้ชื่อบริษัทที่ไม่ตรงกัน
๑๐)อาจารย์จักรกฤษ ควรพจน์ อาจารย์พยานผู้เชี่ยวชาญ ได้อธิบายว่าไม่เคยเห็นสัญญาในลักษณะดังกล่าวมาก่อน ในสัญญามีการระบุเรื่อง copyright ซึ่งครอบคลุมสิทธิ์ในทุกด้านของงานสร้างสรรค์นั้น ๆ แต่ข้อพิรุธของสัญญาสังเกตุได้ว่ามีการเขียนบรรยายโดยละเอียดอีกทั้งผู้ร่าง สัญญามีการนำเอาสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าเข้ามาปะปนในสัญญานี้ด้วย

ข้อพิรุธที่ปรากฎจากพยานแวดล้อมต่าง ๆ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าสัญญา(กระทำขึ้นวันที่ ๔ มีนาคม ๒๕๑๙) ดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น



สรุป ศาลฎีกามีความเห็นว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์เป็นจำนวน ๑๐ ล้าน ๗ แสนบาท และดอกเบี้ย ๗.๕ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยที่ ๒ จะชำระเสร็จสิ้นให้จำเลยที่ ๒ ชำระค่าธรรมเนียมศาลและค่าทนายความโจทก์เป็นจำนวน ๘ แสนบาท ส่วนจำเลยที่ ๑, ๓ และ ๔ นั้นเมื่อศาลยกอุทธรณ์ของจำเลยที่ ๓ และ ๔ ให้คืนค่าธรรมเนียมศาล ค่าทนายให้ตกเป็นพับ นอกจากที่แก้แล้วให้เป็นไปตามคำพิพากษาของ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น